วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ข้อ ๑.    คดีนี้จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาในปัญหาข้อกฎหมายแล้วในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งศาลนี้ได้โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ แล้ว   ในวันนี้ จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น                                                                                                          
                                  ข้อ ๒ เนื่องจากคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยที่ ๒  เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและต้องห้ามฎีกา   แต่ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว เป็นปัญหาข้อสำคัญสมควรขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา    จำเลยที่ ๒ จึงขออนุญาตยื่นฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต่อ ท่านนิพนธ์ สืบเหล่า  ท่านกองกนก โกศัลลกูฏ สุขพันธุ์ถาวร  ท่านผู้พิพากษาศาลจังหวัดยโสธร และ ท่านสรชัย จตุรภัทรวงศ์  ท่านวิวัธน ทองลงยา  ท่านนัยนาวุธ จันทร์จำเริญ  ท่านผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓  ซึ่งเป็นท่านผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ได้โปรดรับรองอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย เนื่องจากในคดีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานของโจทก์ที่แสดงว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมในคดีนี้แต่ประการใด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม     ขอศาลได้โปรดอนุญาต                
                                                           ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด                                          
                                                                  
    

คำร้องขอแก้ไขฎีกา

ข้อ ๑ .  จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไปแล้ว  และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ ไว้แล้วแต่จำเลยที่ ๒ ประสงค์จะยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง   จำเลยที่ ๒ จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาภายในกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา    โดยจำเลยที่ ๒ ขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาที่ได้ยื่นไว้แล้วในหน้าที่  ย่อหน้าที่   โดยมีข้อความดังต่อไปนี้                                                          
" ข้อ ๔. ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  
๔.๑  ปัญหาข้อเท็จจริงว่า  จำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ ประกอบกับมาตรา ๒๖๘ ตามฟ้องหรือไม่                                                                  
จำเลยที่ ๒ ขอกราบเรียนฎีกาว่า  จำเลยที่ ๒ ไม่ได้กระทำความผิดในคดีนี้แต่ประการใด  โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้                                            
ประการแรก  คดีนี้รับฟังไม่ได้ว่า  ลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.๑ เป็นลายมือชื่อปลอม เนื่องจาก พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีนำหนักให้รับฟังว่า    ลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๑ เป็นลายมือชื่อปลอมเนื่องจากโจทก์คงมีแต่นายสมชาติ  ผู้เสียหายปากเดียวมาเบิกความลอยๆ ว่า  ตนเองไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๑  เท่านั้น  ซึ่งคำเบิกความของพยานปากนี้เบิกความมีพิรุธ ขัดต่อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีหลายประการคือ  พยานมีมูลเหตูจูงใจที่จะกล่าวหาจำเลยที่ ๒ เป็นคดีนี้เนื่องจากนายสมชาติผู้เสียหายประสงค์ที่จะให้ตนหลุดพ้นจากมูลหนี้เดิมที่ตนเองเคยค้ำประกันการกู้ยืมเงินของนางเที่ยงมาก่อน  ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๓๓  ซึ่งในมูลหนี้ดังกล่าวปรากฏว่า  นางเที่ยงผิดนัดชำระหนี้ซึ่งพยานปากนี้ ต้องร่วมรับผิดในหนี้กู้ยืมของนางเที่ยงดังกล่าวด้วย ประกอบกับเมื่อพิจารณาหนังสือขอให้การแก้ข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษรของจำเลยที่ ๑ , จำเลยที่ ๒ และของพยานโจทก์คือนายสมาน  ธรรมรัตน์ ซึ่งลงลายมือชื่อรับรองข้อความตามเอกสารหมาย จ. ๓๓ จะเห็นว่า นายสมชาติเคยค้ำประกันหนี้เงินกู้ของนางเที่ยงมาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชดใช้หนี้แทนนางเที่ยงก็ย่อมจะทำให้นายสมชาติไม่หลุดพ้นจากการร่วมรับผิดต่อหนี้เงินกู้เดิมของนางเที่ยงดังกล่าวแต่อย่างใดด้วยเหตุที่นายสมชาติได้ทราบว่าตนเองหลุดพ้นจากหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเดิมเพราะจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ชดใช้หนี้แทนนางเที่ยงแล้ว จึงเป็นเหตุให้นายสมชาติไม่ประสงค์จะค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้กับนางเที่ยงเช่นเดิมอีกต่อไป อันแสดงให้เห็นมูลเหตุที่นายสมชาติต้องไปร้องทุกข์ดำเนินคดีเพื่อให้ตนเองมิต้องรับผิดชอบในหนี้ที่เคยร่วมรับผิดกับนางเที่ยงมาก่อนและไม่ต้องการค้ำประกันนางเที่ยงอีกต่อไปและเป็นมูลเหตุให้พยานปากนี้อ้างว่าตนเองไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.๑ และเมื่อต้องเขียนลายมือชื่อตนเองเพื่อมอบให้พนักงานสอบสวนส่งตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบ  พยานปากนี้ย่อมต้องเขียนลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ. ๓ ให้แตกต่างจากลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ. ๑  ซึ่งตนเองก็ได้เห็นเอกสารหมาย จ.๑ มาก่อนแล้ว และโดยมูลเหตุจูงใจดังกล่าวจึงทำให้นายสมชาติต้องเบิกความว่าลายมือชื่อตามเอกสารหมาย จ.๑ ไม่ใช่ลายมือชื่อของตนเอง ดังนั้น ในการรับฟังพยานหลักฐานว่าลายมือชื่อตามหมาย จ.๑ เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ ศาลจะต้องรับฟังพยานปากนี้ด้วยความระมัดระวัง โดยจะรับฟังพยานปากผู้เสียหายเพียงปากเดียวและมีส่วนได้เสียในคดีเพียงปากเดียวอ้างว่าตนเองไม่ได้ลงลายมือในเอกสารหมาย จ.๑ หาได้ไม่ โดยศาลจะต้องรับฟังพยานอื่นประกอบกับคำเบิกความของพยานปากนี้                                                                                                                              
ประการที่สอง คดีนี้ไม่มีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในเอกสารตามหมาย จ.๑ ว่า เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ ทั้งที่ในการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีของนายสมชาติ  ทองเสริม นั้น นายสมชาติอ้างว่าตนเองมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๑ และได้เขียนลายมือชื่อตนเองมอบให้พนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.๓ เพื่อส่งตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายมือชื่อตามเอกสารหมาย จ.๑  และเปรียบเทียบกับลายมือชื่อที่ปรากฎในคำให้การชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. ๒ แต่กลับไม่ปรากฏว่า ได้มีการส่งการตรวจพิสูจน์และไม่มีผลการตรวจพิสูจน์  พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า  ลายมือชื่อในเอกสารตามหมาย จ.๑ เป็นลายมือชื่อปลอม
ประการที่สาม  จำเลยที่ ๒ ไม่มีมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดในคดีนี้   เนื่องจากจำเลยที่ ๒ มิได้เป็นญาติกับนางเที่ยงและ/หรือมิได้มีส่วนได้เสียในหนี้เงินกู้ของนางเที่ยงแต่อย่างใด จึงไม่มีมูลเหตุจูงใจใดที่จะทำให้จำเลยที่ ๒ ต้องกระทำการปลอมลายมือชื่อนายสมชาติค้ำประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางเที่ยงเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ และของนางเที่ยง
ประการที่สี่   พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาในคดีนี้รับฟังไม่ได้ว่า  จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายในเอกสารหมาย จ.๑  เนื่องจากไม่มีพยานโจทกปากใดเบิกความยืนยันว่า  ผู้ใดเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อนายสมชาติ ผู้เสียหาย   แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงจากในทางนำสืบเพียงว่า  จำเลยที่ ๒  เป็นเพียงผู้เขียนและกรอกข้อความในเอกสารการกู้ยืมเงินและเอกสารการค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๑  ในฐานะที่จำเลยที่ ๒  เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ เท่านั้น  แต่จำเลยที่ ๒ ก็มิได้ปลอมหรือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด  ผู้ที่ปลอมลายมือชื่อของนายสมชาติ เป้นผู้อื่นหาใช่จำเลยที่ ๒ ไม่   การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยมาในคำพิพากษาในประเด็นนี้  จำเลยที่ ๒ ไม่เห็นพ้องด้วยโดยมีเหตุผลดังนี้
(๑)  พยานโจทก์ปากนางณัฐฐินันท์  ตีตา  เบิกความว่า  “ขณะทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อของสหกรณ์การเกษตรเลิงนกทา จำกัด และในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑ ได้ตรวจดูบันทึกสมาชิกที่ขอกู้ยืมเงินมารับเงินของนางเที่ยงปรากฎว่ามีชื่อนายสมควร ทองเสริม และนางหนูกุล  จำนามสกุลไม่ได้  เป็นผู้ค้ำประกัน โดยทั้งนายสมควรและนางหนูกุลไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ จึงได้นำเอกสารการกู้ยืมของนางเที่ยงคืนให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้เขียนสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ต่อมา เวลาประมาณ ๑๐.๓๐ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ ได้มากระชิบบอกว่าเรื่องสัญญาเงินกู้ของนางเที่ยงให้ทำไปเลย เนื่องจากนางเที่ยงรับเงินไปแล้ว ในช่วงบ่ายข้าฯกลับมาทำงานก็เห็นสัญญากู้เงินของนางเที่ยงวางไว้ที่โต๊ะของข้าฯข้าฯได้ตรวจดูสัญญาเงินกู้และสัญญาค้ำประกัน ปรากฎว่าในสัญญาค้ำประกันนั้นได้เปลี่ยนจากนายสมควรเป็นนายสมชาติ  ทองเสริม และอีกคนหนึ่งชื่อนางหนูกุล ฐาเป็นบุญ ซึ่งเป็นคนเดิม ข้าฯเขียนชื่อนายสมชาติ  ทองเสริม และนางหนูกุล ฐาเป็นบุญ มาตรวจที่เครื่องคอมพิวเตอร์อีกปรากฎว่าบุคคลทั้งสองเป็นสมาชิกข้าฯจึงมาทำเรื่องจ่ายเงินกู้ให้นางเที่ยง” จากคำของพยานปากนี้แสดงให้เห็นว่าในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑ ในช่วงเช้ายังไม่มีลายมือชื่อนายสมชาติ  ในเอกสารตามหมาย จ.๑ เป็นผู้ค้ำประกัน ในเวลาดังกล่าวจึงยังไม่มีการปลอมลายมือชื่อในเอกสารตามหมาย จ.๑ แต่อย่างใด และพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีส่วนรู้เห็นในคดีนี้เนื่องจากเป็นญาติกับนางเที่ยง และต้องการแก้ปัญหาของหสกรณ์ในรายของนางเที่ยง  โดยมีหลักฐานประกอบการพิจารณาดังที่จำเลยที่ ๒ จะกราบเรียนในฎีกาข้อต่อไป
(๒) พยานโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๓๓ (เรื่องขอให้การแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรของจำเลยที่ ๑ ,ที่ ๒ และนายสมานธรรมรัตน์)  ซึ่งได้ข้อเท็จจริงว่า  จำเลยที่ ๑  ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานของสหกรณ์ฯจึงได้ตรวจสอบพบข้อบกพร่องในการบริหารงานของพนักงานลูกจ้างสหกรณ์ฯทำให้มีหนี้ค้างจำนวนมาก ซึ่งนายเที่ยงเป็นสมาชิกของสหกรณ์คนหนึ่งก็มีหนี้ค้างชำระ และจำเลยที่ ๑  ซึ่งเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับนางเที่ยงจึงเกรงว่าจะเกิดข้อครหาว่านางเที่ยงได้ผิดนัดชำระหนี้มานานแล้วแต่ไม่ถูกเร่งรัด ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงเรียกนางเที่ยงมาพบและตรวจสอบหนี้พบว่านางเที่ยงได้เคยกู้เงินของสหกรณ์ฯไปตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๐ จำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งมูลหนี้ดังกล่าวนางเที่ยงต้องชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้เสร็จในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๒ หากแต่นางเที่ยงได้ผิดนัดชำระหนี้และคิดบัญชีถึงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๑ นางเที่ยงมีหนี้ค้างชำระกับสหกรณ์ฯเป็นต้นเงิน ๑๓,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงิน ๑,๐๙๓.๐๗ บาท ค่าปรับค้างชำระ ๓๖๔.๓๖ บาท รวมเป็นเงินค้างชำระจำนวน ๑๔,๔๕๗.๔๓ บาท โดยในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวมีนายสมชาติ  ทองเสริม และนางหนูกุล  ฐาเป็นบุญ เป็นผู้ค้ำประกัน และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวจำเลยที่ ๑ จึงนำเงินส่วนตัวชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ฯแทนนางเที่ยง และให้นางเที่ยงทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นมาใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงินระยะปานกลางเลขที่ ๒๐๕/๒๕๕๐ โดยทำคำขอกู้เงิน จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท”
(๓) นางเที่ยง  สุดใจ ซึ่งเบิกความทำนองว่า “ในวันที่ไปขอกู้ยืมเงินนั้นนางบุญเลี่ยงและจำเลยที่ ๑ ก็ไปด้วย โดยนายสมชาติ ทองเสริม ไม่ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันให้แต่อย่างใด”
จากพฤติการณ์ดังกล่าว จึงแสดงให้เห็นว่าโดยเหตุที่จำเลยที่ ๑ เป็นญาติกับนางเที่ยงและจำเลยที่ ๑ ได้ใช้หนี้ให้กับนางเที่ยงซึ่งเคยเป็นหนี้สหกรณ์ฯมาก่อนโดยมีนายสมชาติและนางหนูกุลเป็นผู้ค้ำประกันมาก่อน จึงแสดงให้เห็นถึงมูลเหตุให้จำเลยที่ ๑ ต้องจัดการให้นางเที่ยงกู้ยืมเงินเพิ่มอีกโดยจัดให้มีนายสมชาติ  ทองเสริม และนางหนูกุล  ฐาเป็นบุญ เป็นผู้ค้ำประกันเช่นเดิม นอกจากนี้เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงว่า ขณะนายสมชาติมาโวยวายที่สหกรณ์ฯจำเลยที่ ๑ ก็จะเป็นผู้สั่งให้แก้ไขเอกสารการค้ำประกันและได้ฉีกเอกสารการค้ำประกันทิ้งไป โดยไม่ดำเนินการจัดให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีการปลอมเอกสารการค้ำประกันตามหมาย จ.๑ ขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไร ทั้งๆที่จำเลยที่ ๑ ก็เป็นประธานและผู้แทนของสหกรณ์ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ฯ อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นประธานการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ ซึ่งในฐานะประธานดังกล่าวก่อนพิจารณาอนุมัติเงินกู้ก็ย่อมจะต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่า  สมาชิกที่มาขอกู้ยืมเงินนั้น ได้ปฏิบัติตามระเบียบของสหกรณ์ฯครบถ้วนแล้วหรือไม่ กล่าวคือ มีผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินหรือไม่ ผู้ค้ำประกันอยู่ในวิสัยจะค้ำประกันได้หรือไม่หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่าผู้ค้ำประกันเป็นสมาชิกในกลุ่มเดียวกันหรือไม่และได้ค้ำประกันสมาชิกอื่นมาครบจำนวนสองคนแล้วหรือไม่ก่อน  อีกทั้งต้องดูว่าเอกสารการค้ำประกันมีผู้รับรองลายมือชื่อผู้ค้ำประกันสองคนหรือไม่และมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ค้ำประกันที่รับรองสำเนาถูกต้องแนบด้วยหรือไม่ ซึ่งโดยหน้าที่ของประธานการพิจารณาอนุมัติเงินกู้จึงหาใช่จะพิจารณาตามเอกสารที่ฝ่ายสินเชื่อเสนอมาเท่านั้นไม่ และหากประธานและคณะกรรมพิจารณาอนุมัติเงินกู้พิจารณาแล้วพบว่าผู้ค้ำประกันมิใช่สมาชิกในกลุ่มเดียวกับผู้กู้ และผู้ค้ำประกันได้ค้ำประกันสมาชิกอื่นมาก่อนแล้วสองคน ซึ่งเป็นการค้ำประกันสมาชิกครบถ้วนตามระเบียบของสหกรณ์ฯแล้วตลอดทั้งเอกสารการค้ำประกันไม่มีผู้รับรองลายมือชื่อผู้ค้ำประกันสองคน และไม่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ค้ำประกันรับรองสำเนาถูกต้องแนบด้วยประธานกรรมการพิจารณาเงินกู้และคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ทุกคนก็ย่อมจะพิจารณามีมติไม่อนุมัติเงินกู้ให้กับผู้กู้แต่อย่างใด แต่จากข้อเท็จจริงคดีนี้กลับปรากฎว่าจำเลยที่ ๑  และคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ได้อนุมัติเงินกู้ให้กับนางเที่ยงไป โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสหกรณ์แต่อย่างใด ซึ่งส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินการปลอมลายมือชื่อในเอกสารตามหมาย จ.๑  ดังกล่าวเสียเอง  เพราะจำเลยที่ ๑  เป็นญาติของนางเที่ยงและมีส่วนได้เสียจากเงินกู้ของนางเที่ยงดังกล่าว  
(๔) นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาพยานโจทก์ปากนางสุวิมล  คุ้มภัย ที่เบิกความว่า  ได้ให้นักศึกษาฝึกงานค้นหาเอกสารการกู้ยืมของนางเที่ยง นายเจียงคำ จันทร์เทพ ได้แย่งเอกสารจากนักศึกษาไปวางไว้ที่โต๊ะของจำเลยที่ ๒ ช่วงบ่ายนางสุวิมลไปขอคืนจากจำเลยที่ ๒ จำเลยที่  ๒ บอกว่าอยู่กับจำเลยที่ ๑ นางสุวิมลจึงทำบันทึกยืมเอกสารตามบันทึกเอกสารหมาย จ.๒๐ นั้น  จากคำเบิกความนี้แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะคืนเอกสารให้กับนางสุวิมลได้ เพราะเอกสารอยู่ที่จำเลยที่ ๑  ซึ่งเป็นประธานสหกรณ์ฯ  กรณีนี้จึงมิใช่มูลเหตุที่ทำให้เห็นว่าจำเลยที่ ๒  เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของนายสมชาติแต่อย่างใด  และที่จำเลยที่ ๒ เขียนใบรับเงินตามเอกสารหมาย จ.๑๔  นั้น เพราะเป็นการเขียนใบรับเงินให้ถูกต้องตามเอกสารการกู้เงินหมาย จ.๘ ซึ่งจำเลย ๒ ก็มีอำนาจหน้าที่ที่จะเขียนและกรอกข้อความได้เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น ๆ เช่นกัน การกระทำของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว จึงหาใช่เป็นการส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามหมาย จ.๑ แต่อย่างใด
๔.๒ ปัญหาในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ ๒                                              
จำเลยที่ ๒  ขอกราบเรียนว่า หากศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า  จำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดจำเลยที่ ๒ ขออนุญาตกราบเรียนข้อเท็จจริงในคดีนี้เพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษและรอการลงโทษของจำเลยที่ ๒ ว่า พฤติการณ์ในคดีและมูลเหตุข้อเท็จจริงในคดีนี้ รวมทั้งเหตุปัจจัยอื่นๆ ของคดี มีเหตุสมควรและเพียงพอที่ลงโทษจำเลยที่ ๒ ในสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้ดังต่อไปนี้                                                                      
ประการแรก พฤติการณ์ในคดีนี้ไม่ร้ายแรงและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด
จำเลยที่ ๒ ขอประทานกราบเรียนว่า  เหตุในคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ประสงค์จะแก้ไขปัญหาของสหกรณ์  และมีผลกระทบกระทั่งสมาชิกอื่นที่ไม่พอใจ  จึงก่อให้เกิดเหตุในคดีนี้  แต่อย่างไรก็ดีปรากฏว่า ไม่มีการทำให้นายสมชาติได้รับความเสียหายแต่อย่างใด  โดยข้อเท็จจริงก็ยังยืนยันว่า นางเที่ยงได้กู้ยืมเงินจากสหกรณ์จริง    โดยจำเลยที่ ๑ ได้แก้ไขให้มีผู้ค้ำประกันคนใหม่แล้วพฤติการณ์ในคดีนี้จึงไม่ร้ายแรง ม่ใช่พฤติการณ์การกระทำความผิดที่รุนแรงหรือมีเจตนาที่จะฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด   จึงมีเหตุที่ลงโทษจำเลยที่ ๒ ในสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้
ประการที่สอง ประวัติของจำเลยที่ ๒ ไม่เคยด่างพร้อยมาก่อน
จำเลยที่ ๒  ขอกราบเรียนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว และข้อเท็จอื่นๆ ประกอบดุลพินิจของศาลว่า  มีเหตุสมควรและเพียงพอที่ลงโทษจำเลยที่ ๒ ในสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้กล่าวคือ                  
(๑) ประวัติส่วนตัว การศึกษา และอาชีพ                                                            
จำเลยที่ ๒ ได้จดทะเบียนสมรสกับนางวิลาวัลย์หรือทิพสุมน  นันทจักร์  ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยามีบุตรด้วยกัน ๒ คนคือ  นางสาวดวงกมล หรือชนิศา นันทจักร์  และเด็กชายกำพล  นันทจักร์  บุตรทั้งสองคนอยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียน  ซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ดูแลแต่เพียงผู้เดียวเพราะภริยาของผู้ร้องรับราชการอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว   ปรากฏตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๑   นอกจากนั้นจำเลยที่ ๒ ยังต้องรับภาระเลี้ยงดู นางจันทา นันทจักร์ มารดาซึ่งอายุมากแล้วถึง ๘๔ ปี เนื่องจากบิดาของจำเลยที่ ๒ ต้องเสียชีวิตไปแล้ว ปรากฏตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข  ๒    และจำเลยที่ ๒ ต้องรับภาระเลี้ยงดูพ่อตาแทนภริยา คือ นายนาดี ทับแสงเนือ่งจากแม่ยายได้เสียชีวิตไปแล้ว ปรากฏตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข  ๓ จำเลยที่ ๒ จึงเป็นหัวหน้าของครอบครัวและต้องรับภาระหลักในการเลี้ยงดูครอบครัวของตนเองโดยลำพังไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ  การให้โอกาสจำเลยที่ ๒ กลับตนเป็นคนดีทำให้สังคมไม่ต้องรับภาระรับผิดชอบครอบครัวของจำเลยที่ ๒
(๒) ความประพฤติจำเลยที่ ๒                                                            
นอกจากนี้จำเลยที่ ๒ ขอกราบเรียนว่า  จำเลยที่ ๒ ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน  และไม่เคยมีความประพฤติไปในทางเสื่อมเสีย  และมีความประพฤติดี  ไม่เคยก่อการทะเลาะวิวาท  ไม่เคยข้องเกี่ยวกับยาเสพติด  ให้ความช่วยเหลือสังคมตลอดมา  ซึ่ง  ผู้นำชุมชนก็ได้รับรองความประพฤติของจำเลยที่ ๒ ปรากฏตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข  ๔  นอกจากนั้น จำเลยที่ ๒ ยังมีอาชีพที่มั่นคง  ตำแหน่งทางการงานที่ดีอีกด้วยปรากฏตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๕
จำเลยที่ ๒ จึงขอกราบเรียนต่อศาลฎีกาที่เคารพว่า  จากประวัติชีวิต การศึกษาและครอบครัวของจำเลยที่ ๒    ย่อมแสดงให้เห็นว่า  จำเลยที่ ๒ มีโอกาสที่จะกลับตนเป็นคนดีของสังคมและการให้โอกาสจำเลยที่ ๒ยังทำให้จำเลยที่ ๒ และครอบครัวไม่เป็นภาระแก่สังคม                                                                                
                             จำเลยที่ ๒ ขอกราบเรียนต่อศาลฎีกาที่เคารพว่า  พฤติการณ์ในในคดีนี้หาใช่เป็นความผิดร้ายแรงไม่ และไม่ปรากฏว่า ได้เกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นไม่   จำเลยที่ ๒ มีอาชีพที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และต้องรับภาระครอบครัว   สมควรที่ศาลฎีกาจะประทานโอกาสให้จำเลยที่ ๒ กลับตนเป็นคนดี   โดยหากจำเลยที่ ๒ ไม่ได้รับ
การลดโทษและรอการลงโทษในครั้งนี้ ครอบครัวของจำเลยที่ ๒ ต้องได้รับความเดือนร้อนอย่างแน่นอน ลำพังภริยาของจำเลยซึ่งรับราชการอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว ไม่สามารถทำงานให้มีรายได้เพียงพอแก่การเลี้ยงดูบุตรและบุคคลในครอบครัวได้  สภาพครอบครัวเกิดความแตกแยก อันอาจเกิดภาระแก่สังคมได้ ซึ่งการลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ในระยะสั้นในเรือนจำนั้นไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ ๒ และสังคม ทั้งนี้เพราะในเรือนจำมีนักโทษเป็นจำนวนมากมาจากหลากหลายความผิด จำเลยที่ ๒ อาจได้รับการบ่มสอนนิสัยที่ผิดๆแต่หากเปิดโอกาสให้แก่จำเลยที่ ๒ ได้ประพฤติกลับตนเป็นพลเมืองแล้ว   จำเลยที่ ๒ จะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังในความประพฤติของตนเพื่อจะมิให้กระทำความผิดขึ้นอีก  ทั้งยังเป็นการลดความแออัดของนักโทษในเรือนจำและลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐอันมาจากภาษีของประชาชนได้อีกด้วย                    
              ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าว  ขอศาลฎีกาได้โปรดกรุณาพิพากษากลับโดยยกฟ้องโจทก์หรือพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยพิพากษาลดโทษและรอการลงโทษจำเลยที่ ๒ ด้วย            
                                                                 ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด